ภาษาเขียน email ของเด็กยุคใหม่…บางทีก็เพลียนะ

Featured Image
Share Button

หลังจากที่บ่นไปเรื่องอาหารตามสั่ง ก็ค้นพบว่าเรามันก็ขี้บ่นจังวะ 555 (มนุษย์ลุง) วันนี้มีเรื่องบ่นอีกหล่ะ จริงๆ จะเขียนบ่นมานานแล้ว แต่เพิ่งมานึกออกตอนที่เจอเข้ากับตัวอีกรอบวันนี้ เลยถือโอกาสซะเลยที่จะเล่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้คำพูดและภาษาครับ

ผมถือว่านี่คือปัญหาโคตรโลกแตกของคนรุ่นใหม่ (ผมก็คนกึ่งเก่ากึ่งใหม่หล่ะนะ) ที่ผมเจอมากับตัวในการทำงานที่ผ่านมา

ต้องบอกว่าผมเองไม่ค่อยเคร่งเท่าไหร่ในการใช้ภาษาไทยสำหรับการพูดคุยเล่นๆ หัวๆ อะไรอย่างนี้ เพราะผมเองก็ไม่อยากถูกยกระดับไปเป็นบอท blognone ที่จะนั่งรอจับผิดการสะกดภาษาไทย และคอยดักเขียน comment เพื่อแก้เป็นคนแรกๆ หรอกครับ เพราะสิ่งที่ผมเจอมันหนักและปวดตับกว่านั้นเยอะ

หากจะมองภาพปัจจุบัน เดี๋ยวนี้คนเรามักจะใช้สื่อกลางในการสื่อสารมากกว่าการไปประจันหน้าพูดคุยกับแบบ face-to-face ใช่ไหมครับ ไอ่สื่อกลางการสื่อสารเพื่อทำงานก็หนีไม่พ้น e-mail ที่เอาไว้ติดต่อหรือคุยส่งต่องานในทีม จนเดี๋ยวนี่ลามตามไปใน Facebook, WhatsApp และแน่นอนครับ ส่งสติกเกอร์สื่อรักผ่าน LINE กันไป

ปกติการใช้ภาษาเราก็ต้องแยกว่าอะไรที่เป็นทางการ อะไรที่ไม่ใช่ทางการ แต่การที่คนเราใช้ภาษาที่คุ้นปากไว้คุยกับเพื่อน ทะลึ่งมาใช้กับการงานนี่มันคงไม่ดี โดยเฉพาะการขอร้องให้บางคนทำอะไรบางอย่าง การใช้ภาษาและคำพูดยิ่งต้องคิดให้ดีๆ ก่อนจะกด(หรือแตะ)ตัวอักษรและกดส่งไปยังปลายทางที่ต้องการ

สิ่งที่ผมพบก็คือ คำพูดที่ควรจะเป็นการร้องขอหรือขอความช่วยเหลือ ถูกอ่านจนกลายเป็นการสั่งมากกว่าขอ พร้อมกับคำที่สะกดด้วยภาษาวัยรุ่น ซึ่งถ้าเป็นการส่งเล่นส่งหัวกับเพื่อนนี่ผมไม่ว่าเลย แต่นี่คือการส่งให้กับเพื่อนร่วมงาน, ทีมงานที่จะทำงานด้วยกัน และยิ่งมาเจองานที่ผม(เคย)ทำอยู่ ซึ่งเป็นงานที่ต้องติดต่อลูกค้า เกิดเมลฉบับนี้ถูก forward หรือแนบติดไป ลูกค้าเกิดอ่านขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น… ส่งข้อความจุ๊บๆ ให้หรือเปล่า ก็คงจะไม่ดีนัก

จนบางครั้งผมเองต้องเรียกคนที่เมลด้วยภาษาแบบนั้นมาคุยเรื่องการส่งเมลแบบทันที เพราะโดยปกติแล้วเวลาคนเราจะร้องขอความช่วยเหลือใครผ่านทางข้อความ เราควรจะพิมพ์ในรูปแบบไหนดี ควรจะใช้คำแบบไหนที่อ่านแล้วไม่เหมือนเป็นการสั่งเหมือนเป็นเจ้านาย หรือแม้กระทั่งการพิมพ์หาลูกค้า มันก็ไม่ควรจะพิมพ์ด้วยอะไรบางอย่างลงไป ตัวอย่างเช่น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (มันเหมือนตะคอกใส่หูเขา) หรือจะพิมพ์แบบลากชื่อยาวเหมือนมือแม่นาค เช่น Bankkkkkkkkk ผมก็มิอาจรู้ได้ว่าเขาต้องการอะไรจากสังคมในการพิมพ์ชื่อยาวๆ แบบนั้น…

ประเด็นคือผมไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียวเสียด้วย กลับเจอหลายๆ คนที่ใช้คำศัพท์หรือลักษณะการพิมพ์ที่เสียวแทนเจ้าของธุรกิจ จนทำเอาผมเครียดจริงๆ เวลามานั่งเชคอีเมลแล้วเจออะไรแบบนี้ และก็ต้องรีบแก้ปัญหาอะไรแบบนี้อยู่บ่อยๆ

ถ้ามองให้ลึกถึงต้นตอของปัญหา ก็อาจจะเป็นเพราะเราใช้ภาษาที่ฉาบฉวยกันมากขึ้นจนลืมว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งแปลกดีว่าในยุคผมนั้นก็เป็นเหมือนกันแต่ไม่หนักและสาหัสเท่ายุคนี้

ส่วนวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกอาจจะต้องแก้กันตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยครับ โดยเฉพาะตอนจะเรียนจบปริญญาตรีก่อนที่จะเริ่มมาทำงานจริง น่าจะต้องมี course การเรียนวิชานี้โดยเฉพาะ (ได้ยินจากเพื่อนที่เป็นอาจารย์ว่าเด็กนักศึกษาเดี๋ยวนี้ก็อีเมลกันไม่เป็นจริงๆ)

…วิชาที่ว่าคือ email 101 หรือ การเขียนอีเมลส่งให้ประชาชน

Share Button

Comments

comments

List of Comments

No comments yet.

Leave A Comment