พลังของการทำทีละนิด

Featured Image
Share Button

ผมเป็นคนขี้เกียจมากคนนึงครับ ขี้เกียจแบบขี้เกียจจังเลย และทุกครั้งที่เรารู้สึกขี้เกียจ เราก็จะมองไปรอบๆ แล้วมองทุกคนเคลื่อนไหวก้าวไปข้างหน้า และก็กลับมาถามว่าทำไมเราไม่ขยันแบบคนอื่นบ้าง พอเป็นอย่างนี้ปั๊ปมันก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย ไอ่ชิบหาย เราต้องตั้งใจละ แล้วก็ตั้งใจครับ แต่ตั้งใจอยู่ไม่เกิน 2 วัน แล้วก็กลับเข้ามาขี้เกียจตามปกติ

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องหนังสือ ผมชอบซื้อหนังสือมาก ชอบไปเดิน Kinokuniya ชอบไปงานหนังสือ ทุกครั้งที่เข้าไปร้านมักจะต้องโดน 1-2 เล่ม ส่วนงานหนังสือทุกรอบผมซื้อ 10 เล่มขึ้นตลอด และแน่นอนมันสวนทางกับการอ่าน เพราะผมขี้เกียจอ่านมาก ไม่ก็อ่านแปปเดียวก็เลิกอ่าน ซึ่งพอมาลองทวนดูก็พบว่าผมอ่านจบจริงๆ ไม่กี่เล่ม และจะขยันอ่านมากๆ ตอนได้หนังสือมาแรกๆ อ่านได้แปปเดียวก็เลิกเห่อ เหมือนกราฟที่มันเด้งขึ้นไปสูงๆ แค่แปปเดียวแล้วก็วูบลงมาทันที

และหลายคนคงจะเคยได้ยินทฤษฎี 21 วันเปลี่ยนพฤติกรรมใช่ไหมครับ จริงๆ ผมเคยทำแล้วละ สุดท้ายก็ทำได้ไม่ถึง ไม่เกินสัปดาห์นึงผมก็ล้มเลิกละ ขี้เกียจไหมละ ฮ่าๆ

แต่ถามว่าผมอยากเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอยู่ไหม ตอบได้เลยว่าโคตรอยากและโคตรยากสำหรับผมในเวลาเดียวกัน ถ้าจะทำให้ผมหันมา Focus ขนาดนั้น


มี 2 เรื่องที่ผมกระตุ้นให้อยากเขียนเรื่องนี้

เรื่องแรก ผมมีโอกาสได้ฟังเจ้าของเพจ DataRockie พูดเรื่องเกี่ยวกับการอ่านหนังสือ พฤติกรรมไม่ต่างจากผมเลยคือ ชอบไปร้านหนังสือและซื้อหนังสือ แต่สิ่งที่เป็นจุดสะกิดคือ เขาไม่อ่านหนังสือแบบตะบี้ตะบันอ่านจนจบรวดเดียว เขาเลือกที่จะอ่านวันละหรือครั้งละ 20 หน้า

ทำไมเขาอ่านอย่างนั้น เพราะเขามองว่า ถ้าอ่านได้วันนึง 20 หน้า 10 วันก็ 200 หน้าแล้ว หนังสือเล่มนึงโดยเฉลี่ยก็อยู่ราวๆ 200-300 หน้า ดังนั้นความน่าจะเป็นที่จะอ่านหนังสือจบใน 1 เดือนก็จะอยู่ราว 2 เล่ม ซึ่งกำลังดีและรู้สึกว่า วันละ 20 หน้า เราสามารถอ่านได้แบบไม่กดดันมาก

เรื่องที่สอง ผมไปลงเรียน Strengths Finder กับพี่ป้อม ศิวัตร และพี่บิม รุสนันท์ (คนนี้เขียนบทหนังหลายเรื่อง) เพราะตัวเองไม่รู้ว่าตัวเองเป็นยังไง การไปเรียนเหมือนได้ไปเปิดโลกอีกใบ ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากผลของแบบทดสอบ

ตอนเห็นผลการทดสอบก็อึ้งๆ เหมือนกัน เพราะ Top 5 มันคือตัวผม ส่วนอันดับสุดท้ายมันก็คือตัวผมเลย บอกอย่างไม่อาย นั่นคือ Futuristic ซึ่งมันตีความว่า ไม่มีอนาคต 555 ไม่สิ หมายถึงผมไม่ได้เป็น (Day)Dreamer แต่สนใจว่าปัจจุบันเป็นยังไง จะจัดการยังไงมากกว่าที่จะมองไปแบบ Long Shot

การบ้านที่ได้รับมาหลังจากจบคอร์สสั้นๆ นี้คือ ให้วางแผน 14 วันหลังจากนี้ว่ามีเป้าหมายทำอะไร และให้วางแผนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 14 ว่าจะทำอะไรบ้างลงเป็น Task ไว้แบบง่ายๆ สามารถเลือกหยุดพักได้ แต่แค่ให้มองเป็นภาพ 14 วัน และเป็นสิ่งที่เราทำแล้วเราสบายใจที่จะทำ ไม่ฝืนทำ

พี่ป้อมทิ้งท้ายเอาไว้ว่า พอเราวางแผน และครบ 14 วันแล้ว เราจะมองกลับมาว่า บางทีเราก็อาจไม่ได้ทำแบบ perfect ทั้ง 14 วันหรอก แต่เราจะเห็นว่าถ้าเราได้ทำ มันจะมี progress ที่เกิดจากการทำ


จากทั้งสองเรื่องจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่คล้ายกันมาก คือการลงทำ แต่ทำทีละนิด ทำเพื่อให้เราเคลื่อนไปข้างหน้าจากจุดเดิม

ผมมีเป้าหมายที่กำลังลงมือทำอยู่ ในขณะที่เขียนอยู่นี้ ตอนที่ได้ทำก็พบว่า…

…ผมทำได้แค่ 2 วันจาก 7 วัน ฮ่าๆๆ ขี้เกียจชิบเป๋ง

แต่ในความขี้เกียจนั้น ผมพบว่าผมไม่ได้ฝืนที่จะทำ กลับรู้สึกว่าอยากทำและ Enjoy กับการทำงานชิ้นนั้นมากพอสมควร ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นไปตามแผน แต่อย่างน้อยเราก็เห็นความก้าวหน้าในสิ่งที่เราตั้งใจทำ

ผมเริ่มเอาวิธีนี้มาใช้กับการอ่านหนังสือบ้างแล้ว อย่างน้อยก็วันละ 10 หน้าหรือ 2 บท และจะน่าปรับใช้กับอะไรหลายอย่างได้ในชีวิตประจำวัน

ผมมองว่าบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องพรวดพราดบุกตะลุยทำ แต่เราสามารถเลือกที่จะค่อยๆ ทำอย่างมีแผนและทำมันอย่างมีความสุขได้ โดยเมื่อมองกลับไปแล้วเราก็จะพบว่า เราก็เดินออกมาไกลจากจุดเริ่มต้นได้เหมือนกัน

เรียกได้ว่าเราก้าวช้าแต่ก็ก้าวนะ

แต่เรื่องนี้อาจเป็นข้อยกเว้นถ้าเป็นเรื่องงาน ที่อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับการก้าวช้า

…เพราะ Deadline Is Faster Than Karma

Share Button

Comments

comments

List of Comments

No comments yet.

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.