ไดอารี่หนีเที่ยวญี่ปุ่นเฉพาะกิจ – #1

Featured Image
Share Button

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย มักใช้วันหยุดพักร้อน หรือ vacation leave ที่มีอยู่ปีนึง 10-20 วันในการไปพักตากอากาศในที่ต่างๆ ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับ แต่ผมชอบหนีไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ถ้ามีโอกาสและเงิน(อันนี้ประเด็นหลัก) และส่วนใหญ่จะลี้ภัยไปคนเดียว เพราะมันเหมือนได้เป็นการพักผ่อนและเพิ่มค่า exp.ให้ชีวิตอย่างดีและเต็มๆ

ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ชอบเมืองไทยนะ แต่กลับชอบ lonely planet มากกว่า~

ประเทศหนึ่งในความฝันของผมที่อยากไปมาก นั่นคือญี่ปุ่น ด้วยกิตติศัพท์ความขาว…เอ้ย วัฒนธรรมที่แทรกอยู่ในความล้ำสมัยอย่างลงตัว และที่สำคัญที่สุดคืออาหาร (ที่ผมโคตรชอบ) ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุทำให้ผมกระสันเหลือเกินที่จะต้องไปเยือนให้ได้ และปีนี้อะไรหลายๆ อย่างที่เป็นใจและลงตัว+หนีน้ำไปในตัว เลยถือโอกาสนี้ไปเยือนซะเลย

หลายคนคงถามว่า เอ็งรู้ภาษาญี่ปุ่นหรือเปล่า? เพราะอย่างที่รู้กันว่าอุปสรรคของการมาเที่ยวที่นี่คือภาษา ผมตอบได้เลยว่า ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเค้าหรอก ที่พอรู้ก็แค่ font 3 ตัวตอนการ์ตูนจบแค่นั้น(แถมอ่านไม่เป็นอีกต่างหาก)…

แต่ก็ยังพออุ่นใจได้ เพราะมีเพื่อนสมัยประถม+มัธยม(มารีย์วิทยา+ราชสีมาวิทยาลัย โคราช) ที่หนีมาต่อ Ph.D. ที่นี่ตั้ง 2 คนคือตุ้ย @muuusiiik และจั๊บ มาอยู่ที่นี่ รายหลังอยู่มาจะ 2 ปีแล้ว

และที่สำคัญ มีคนบนทวีตภพ(ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นรุ่นน้องเพราะหน้าเด็กเกิ๊น) ที่อาศัยอยู่ที่โตเกียวมาเกือบ 10 ปีแล้ว(มารู้ทีหลัง) นั่นคือ @redlovetree หรือแคทโตะ ผมเลยคุยกันคร่าวๆ ว่า ต้องรบกวนความช่วยเหลือล่วงหน้า โดยคุยกันประมาณเดือนนึงก่อนเดินทาง

ที่จริงแล้ว ผมได้เจอแคทครั้งนึงมาก่อนปีนี้ในไทย วันที่เจอนั้นเป็นวันที่ถ่ายทำ VTR โดยแกงค์ชิดขวาไฮโซพอดี ซึ่งแคทเค้าเป็นคนที่เดินมาทัก+ถามว่า ผมใช่ @charathbank หรือเปล่า ถ้าจำไม่ผิดแคทบอกกับผมว่าเค้า follow ผมมาพักนึงแล้วด้วย ^^  นับเป็นความโชคดีครับที่ได้เจอและได้คุย 😀

จากประชากร 3 คนที่รู้จัก (2 คนรู้จักตั้งแต่เด็ก 1 คนที่เจอตัวเป็นๆ เพียงครั้งเดียว) ความมั่นใจของผมเลยมีเพิ่มขึ้นมา 1.5 ริกเตอร์ และมั่นใจว่าเราจะรอดในแดนอาทิตย์อุทัยด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มีอย่างเต็มเหนี่ยว คือศูนย์ -__-*

การเตรียมตัว

ผมเรียงตามลำดับความสดใหม่เลยนะครับ

  • ซื้อหนังสือ ญี่ปุ่น คนเดี่ยวก็เที่ยวได้ ดองมาร่วม 2 เดือน …แต่เพิ่งมาอ่านตอน 2 อาทิตย์ก่อนบิน
  • ตั๋วเครื่องบิน ในตอนแรกก่ะจะสอย JAL เพราะถูกซึมซับด้วย series ญี่ปุ่น Attention Please ที่เปิด build ตัวเองมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังเอากลับมาดูอีก 2-3 เดือนก่อนบิน แต่พอมาดูราคาแล้วสู้ไม่ไหวจริงๆเพราะล่อไป 3x,xxx บาท สุดท้ายแล้วแคทโตะบอกให้ลองหาตั๋วของ Delta Air ดูเพราะน้องบน twitter คนนึงก็บินมาด้วยสายการบินนี้เหมือนกัน (มาเจอกันที่นี่นั่นคือ @bee_jung) เลยจัดการซื้อผ่านหน้าเวปได้มา 18,xxx บาท
  • วีซ่าทำก่อนบิน 1 อาทิตย์
  • จองที่พักทุกเมืองที่จะไป ทยอยจอง 5 วันก่อนบิน ผ่าน hostelworld ที่สุดท้ายได้คืนก่อนบิน!
  • เงินแลกก่อนบิน 2 วัน รอจนเรทกดมาอยู่แถวๆ 39.5บาท/100yen
  • JR Pass และบัตรเข้า Sanrio Land ซื้อก่อนบิน 2 วันเช่นกัน
  • กระเป๋าเสื้อผ้าจัดเสร็จก่อนบิน 2 ชั่วโมง
  • แผนที่ชินจุกุจากอาจารย์ตู่ @dailynad ให้ไฟล์รูปมาระหว่างจัดกระเป๋า

…ดูทุกอย่างสดดีไหมครับ 555

และเมืองที่จะไป ตอนแรกจะพักแหลกลานเลยไม่ว่าจะไปนาโง, ฮาโกเนะ, เกียวโตและอีกหลายเมือง แต่สุดท้ายด้วยความที่ไม่อยากลากกระเป๋าเยอะๆ เลยเลือกนอนใน 4 เมืองใหญ่แล้วค่อยหมุนไปเที่ยวตามเมืองที่อยากไปแทน คือ Tokyo, Kawaguchiko(Mt.Fuji), Osaka, Kanazawa แล้ววกกลับมานอน Tokyo ในวันก่อนกลับ

ได้เวลาบิน

มาถึงวันที่บิน ผมบินไฟลท์ตี 5:55 กระเป๋าผมจัดเสร็จตอนตี 3 กว่าๆ ตอนนั้นก็ยังหาข้อมูลอยู่ด้วย กว่าจะออกจากห้องก็ตี 4 กว่าๆ เนื่องจากชะล่าใจคิดไว้ว่ายังไงก็ทัน ที่ไหนได้ ทาง Delta โทรมาตามให้ check-in กระเป๋า เพราะ counter ปิดตอน 4:55 ตอนนั้นผมอยู่บน Taxi ตาเหลือกเลย บอกให้พี่โชเฟอร์จัดเต็ม แกก็ใส่เต็ม แล้วผมก็วิ่งเข้าเส้นชัย เป็นคนสุดท้ายที่เชคกระเป๋าโหลดใต้เครื่อง ระหว่างทางมีการ ว. รายงานกันเรื่อยๆ ว่า ที่นั่ง A33 (ที่นั่งผม) กำลังเข้า immigration แล้ว กำลังวิ่งไปที่ gate และเป็นคนสุดท้ายของลำ …จะเป็นลม -__-“

ระหว่างการเดินทาง มีพี่ที่เป็นอาจารย์อยู่ ม.เกษตรนั่งข้างไปด้วย แต่เค้าจะบินไปไมอามี่ มีโอกาสได้นั่งคุยกันแชร์เรื่องการออกแบบระบบของการลงทะเบียนอะไรเทือกๆ นี้ ก็เลยคุยด้วยสนุกแทบไม่ได้นอนเลยจนถึงญี่ปุ่น…

พอมาถึงนาริตะ ตื่นเต้น ด้วยความที่อ่านหนังสือมาเลยมั่นใจว่าเราจะไม่หลง ที่ไหนได้ยืนเอ๋อไปนานเลย เพราะไม่รู้จะเริ่มด้วยอะไรดี สิ่งที่อ่านมากระจุยกระจายไปหมด และสุดท้ายก็ใจลอยไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมือง Keisen แบบราคาแพงสุด 2400 Yen -,,,- พอซื้อไปแล้วเพิ่งจะมารู้ว่าเดินไปอีกนิดเดียวก็มีให้ขึ้น เสียแค่ 1000 เดียวเอง

…เจ็บครั้งนี้ต้องแก้แค้นในรอบหน้า!

ข้อดีของรถไฟแพงสุดคือใช้เวลาเข้าเมืองมาถึง Ueno ไม่ถึง 40 นาที ข้อเสียก็อย่างที่บอกคือแพงสาดดด ได้ข้าวปั้น 20 ลูกเลยทีเดียว และความต่างเมื่อเทียบกับรถไฟเที่ยวละ 1000 Yen ก็คือเวลาที่เดินทางจากนาริตะถึงในเมืองโตเกียว ต่างกันประมาณ 20-30 นาที

หนำซ้ำ ตอนซื้อตั๋ว(แพง)เสร็จ รถไฟดันกำลังจะออกอีกพอดี ผมเลยวิ่งแจ้นขึ้นเลย โดยไม่ได้แลก JR Pass เลยนั่งเครียดไปตลอดทาง เพราะในหนังสือบอกแต่จุดที่ให้แลก ซึ่งบอกแต่ที่สนามบินเพียงอย่างเดียว เลยคิดหาทางกลับมาสนามบินเพื่อมาแลก ว่าจะมายังไงดี สุดท้ายเมื่อถึง Ueno เลยลองไปถามที่สถานีดูว่าแลกได้ไหม ปรากฏว่าก็แลกได้คือกัน…ดีใจคักแท้น้อ

JR Pass ของผมซื้อมาแบบ 7 วัน แต่จากวันที่ผมอยู่ในญี่ปุ่นคือ 10 วัน เลยจัดการบอกเค้าว่าจะให้เริ่มใช้งานจริงวันที่ 13 ซึ่งเป็นวันที่ผมเปลี่ยนเมืองและเริ่มขึ้นรถไฟ

นี่คือสิ่งที่หนังสือไม่บอก แต่เราต้องดั้นด้นหาคำตอบเอาเองถึงจะมันครับ ^^

แล้วก็เดินทางไปที่พักที่แรกคือ Backpackers Hostel K’s House Tokyo อยู่ใกล้กับสถานี Kuramae ด้วยแผนการเดินทางตามที่ในเวปบอก เลยตัดสินใจซื้อ 1-Day Pass ไปราคา 710yen แต่แล้วต้องเสียไปอีก 170yen ค่ารถไฟใต้ดิน 1 สถานี ซึ่งทั้งเจ็บทั้งแพงจริงๆ เพราะว่าสายที่จะต่อมันดันเป็นคนละบริษัท

แต่ก็ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วรถไฟใต้ดินในโตเกียวมันมีสองสายหลักคือ Metro, Toei โดยเราสามารถซิกแซกใช้ทางอื่นได้ด้วยการสลับสายโดยใช้ Day Pass วันละ 710yen ของแต่ละสาย ถ้าอยากนั่งหมดไม่จำกัดทั้ง 2 สายก็วันละ 1000yen

อ่อค่ารถไฟต่อ 1 เที่ยวอยู่ที่ 170-230yen แล้วแต่ระยะทาง…

ลองดูแผนผังได้ครับ มึนดี แต่ว่าพอได้นั่งเองมันนั่งไปไหนมาไหนในโตเกียวไม่ยากเลย Tokyo metro map  เห็นแล้วอยากแบ่งมาให้ กทม สัก 3-4 สาย

แล้วก็ลากสังขารเลขสามของตัวเองมาถึงที่พัก ซึ่งหาไม่ยากเลยครับ ห้องหับโอเคดี นอนรวมกับชาวบ้านเค้าอีก 5 คน เป็นห้องน้ำรวม แต่สะอาดมาก คืนนึงตกประมาณ 1100 บาท ผมนอนที่นี่ 3 คืน

 

แทบทุกที่ของ hostel จะมี WiFi ให้ใช้งาน ผมเลยจัดการนัดกับแคทผ่าน iMessage ว่าจะให้เจอกันที่ไหน กี่โมง แต่ต้องแม่นพอสมควรเพราะว่าผมไม่ได้เปิด roaming ใช้งานที่นี่ และได้ข้อสรุปคือเจอที่ชินจุกุ

การเดินทางไปชินจุกุ ไม่ยากเลย ปรึ๊ดเดียวถึง แต่พอถึงชินจุกุ ปัญหาอันปวดกบาลนั่นคือจะเจอที่ไหน เพราะผมไม่เคยมาที่นี่เลยในชีวิต จะมีก็แค่แผนที่จากอาจารย์ตู่ และจำต้องเดินหา WiFi ฟรีเพื่อใช้ในการคุย iMessage ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นของหายากมากๆในญี่ปุ่น เพราะที่นี่ส่วนใหญ่เค้าจะใช้ 3G และ WiFi ที่เค้าใช้จะเป็น MiFi แบบพกพาต่างหากอีกที ดังนั้นใครจะหาของฟรีก็ทรมานกันหน่อยครับ

เมื่อหายากมากผมเลยตัดสินใจหยอดตู้โทรหาด้วยเบอร์ที่มี แต่กลับกลายเป็นว่าโทรไม่ติดอีกเหมือนเดิม เลยต้องเดินหา WiFi ฟรีต่อ ที่ไหนได้! ไปอยู่ในวงของ Host ที่ชวนสาวๆ ออฟฟิสเข้าไปกินดื่มในร้านเค้า แต่ผมเจอ WiFi ฟรีที่นี่ เลยต้องยืนจังก้ากลางถนน chat คุยกันเลย และไปไหนด้วยไม่ได้เพราะกลัว WiFi หลุด สุดท้ายก็ได้เจอแคทตัวเป็นๆ แคทถึงกับบ่นว่า มาโผล่แถวนี้ได้ไง(ฟ่ะ) ฮ่าๆ

แล้วแคทก็พาไปกินซูชิจานหมุนแถวนั้น ซึ่งต้องบอกว่า เมืองไทยทำอะไรให้ผมกิน(ว่ะ)เนี๊ยะ ที่นี่อร่อยมากๆ และราคาไม่แพงด้วย จานนึงประมาณ 130yen เท่านั้น

จากนั้นก็นัดแนะเวลากันสำหรับวันต่อไป เพราะว่าเป็นวัน pocky’s day 11.11.11 ซึ่งจะไปเที่ยวที่ Doraemon Museum กันในตอนบ่ายๆ

พอแยกย้ายกันกลับ ผมก็เดินผ่านวัด Sensoji ตอนกลางคืน ก็เลยได้รูปมานิดหน่อยครับ…

เอาหล่ะครับหมดวันแรกแล้ว เดี๋ยววันต่อๆมา จะทยอยเล่าในตอนต่อไปครับ ^^

Share Button

Comments

comments

List of Comments

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.