วันที่ฉันมองคนเดียว

“พักบ้างนะ ปิดคอม ไปเที่ยวทะลงทะเล ดูพระอาทิตย์บ้าง อะไรก็ได้”

หนึ่งข้อความแชทของหมออิมที่คุยกับยุ่นผ่านแอปพลิเคชั่น LINE บนโทรศัพท์ของเพื่อนหมออิมที่มาตรวจแทน เหมือนเป็นการคุยที่ทำธรรมดา แต่เพราะเป็นหมออิมที่ทำให้ยุ่นต้องปฏิบัติตามหมอที่เขารู้สึกดีด้วย

ใครที่เพิ่มผมเข้าไปในรายชื่อของ Facebook ก็อาจเคยเห็นผมเปลี่ยนรูป Cover เป็นข้อความแชทนี้บ่อยๆ พร้อมกับข้อความไล่ให้ผมปิดคอม พักเพื่อหลุดออกจากงานบ้าง ซึ่งผมก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างตามประสา

นี่ก็เข้าช่วงเทศกาลปีใหม่อีกครั้งแล้ว ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการฉลอง การกินเลี้ยง การจับสลาก หรือการพบปะ แต่ก็ด้วยทั้งสถานการณ์โควิดที่ไม่สู้ดี เลยทำให้ทุกอย่างแตกต่างออกไป

และที่ทำงานที่ผมยังคงสังกัดอยู่แจ้งว่าให้ทุกคน Work From Home อีกครั้งในช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่ผมทำงานที่นี่ ผมเลยตัดสินใจเลือกที่จะเดินทางออกมาที่พัทยา ที่ๆ ปกติผมจะมาก็ต่อเมื่อมาวิ่งงานพัทยามาราธอนเท่านั้น และก็เป็นความโชคดีที่ Voucher ที่ผมซื้อไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปีกำลังจะหมดอายุใน 1-2 วันนี้ และมันยังสามารถใช้ได้

ช่วงกลางวันเป็นช่วงที่ผมยังเคลียร์งานอยู่ กว่าจะได้ขับรถออกมาก็ประมาณบ่ายสามกว่าๆ แล้ว ขับมาเรื่อยๆ ก็มาถึงประมาณ 5 โมงกว่า จัดการเช็กอินโรงแรม แล้วก็เปิดเชคแอป Golden Hour ที่จะบอกว่าช่วงเวลาที่ท้องฟ้าจะเป็นสีทอง ที่ถ่ายรูปสวยที่สุดในตอนเช้าและตอนเย็นจะอยู่ในช่วงเวลากี่โมง ตอนนั้นผมรีบออกจากห้องแล้วเดินไปที่หาดเลย

ท้องฟ้าที่ช่วงเวลานี้มันสวยมาก ด้วยการฉาบสีที่ออกส้ม, ชมพู ยิ่งทำให้ท้องฟ้าในเดือนธันวาคมสวยที่สุดในรอบหลายๆ ปี สำหรับผม

แอบคิดย้อนไปว่า เราไม่ได้มีเวลาที่จะมาอยู่นิ่งๆ แล้วชื่นชมความสวยของท้องฟ้าแบบโล่งๆ ไร้สิ่งกีดกั้นอย่างตึกระฟ้ามานานเท่าไหร่แล้ว เพราะส่วนใหญ่เราถ่ายท้องฟ้าผ่านการกั้นของกระจกตึกตลอดเลย

ไม่นานผมก็เดินไปเกือบจะถึงบริเวณที่คลื่นซัดเจ้ามา แล้วก็นั่งลง กอดเข่า แล้วมองดูท้องฟ้าแบบ 180 องศา ไปเรื่อยๆ สีของท้องฟ้าก็เปลี่ยนไปตามเวลาที่ค่อยๆ มืดลง แต่มันยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเรา

ไม่ไกลจากที่เรานั่ง นักก็มีคนที่มาวิ่งออกกำลังกายตอนเย็น มานั่งดู แล้วก็ถ่ายรูปไปด้วยเหมือนกัน

ท้องฟ้าตอน 18:08

เราถ่ายรูปไปได้ไม่กี่รูป เพราะเราอยากจะอยู่นิ่งๆ ดูท้องฟ้า ฟังเสียงคลื่น มันรู้สึกสบายใจดี แต่ท่ามกลางความสบายใจ มันก็มีความเหงาแหละ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงอย่างรวดเร็ว เลยหยิบมือถือมาถ่ายรูปสุดท้ายก่อนจะลุกกลับมาที่โรงแรม

ท้องฟ้าตอน 18:32

พอเห็นสีท้องฟ้า ก็นึกถึงฉากนี้ทันที อยากจะถ่ายแบบนี้บ้าง คือนั่งกอดเข่าแบบยุ่นเลย แต่เสียดายที่เรามาคนเดียว จะให้คนแถวนั้นถ่ายให้ก็แปลกๆ เรื่องของเรื่องคือ กลัวเจอขโมยมือถือ

หัวสมองของผมตอนที่นั่งอยู่ มันโล่งมาก รู้สึกมีสมาธิมาก เพราะได้ยินแต่เสียงคลื่นที่อาจจะปนกับเสียงมอเตอร์โบ๊ทบ้างบางที แต่ก็ทำให้เราได้ชื่นชมกับท้องฟ้าที่เราเห็นผ่านตาของเรา ณ เวลานี้ ไร้ซึ่งการรบกวนจากเสียง notification จากแอปพลิเคชั่นต่างๆ

ปีหน้าฟ้าใหม่ เราหวังและสัญญาว่า นอกจากวัดและงานจับมือ เราจะมีเวลามานั่งกอดเข่าดูการเปลี่ยนแปลงของสีท้องฟ้าและฟังเสียงคลื่นเยอะขึ้นกว่านี้

ปล.ชื่อเรื่อง มาจากชื่อเพลงของ Blissonic