จุดศูนย์กลางของจักรวาล เปลี่ยนตำแหน่งได้ แค่รู้จักฟังคนอื่นบ้าง

เรารับข่าวสารกันอย่างถล่มทลายในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ถือว่า ‘ไม่ปกติ’ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ว่าจะเรื่องการบริหารบ้านเมือง การจัดการวัคซีน การคอรรัปชัน ที่เราได้เห็นเป็นภาพและความจริงอีกด้านมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่มันถูกซุกอยู่ใต้พรมมานานแสนนาน

ก่อนที่มันจะไปไกลกว่านั้น ผมไม่ได้จะพูดถึงเรื่องการเมืองแบบ 100% หรอก แต่ผมจะพูดถึงการแชร์ความเห็นที่ผมเจอในช่วงสถานการณ์ที่ทุกคนพร้อมที่จะ ‘ใส่บวก’ กันแบบนี้ และแน่นอน มันมีเรื่องการเมืองเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น

ผมชอบประโยคนึงของพี่แอน @iannnnn ที่บอกว่า

“ความจริงมี 2 ด้านคือ จริงของมึง กับ จริงของกู”

ทุกคนล้วนมีข้อมูลที่ผ่านการสะสมจากการอ่านและการรับรู้ผ่านประสบการณ์ของทั้งตัวเองและคนอื่นมา รวมทั้งก็มีการผ่านการวิเคราะห์ด้วยความเห็นส่วนตัว เลยทำให้กลายเป็นความคิดเห็นชุดใหม่ของตัวเองเกิดขึ้นมา และเป็นต้นฉบับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยตัวของแต่ละคน

เมื่อต้นฉบับของแต่ละคนมาชนกัน มันย่อมมีมุมที่มันเหมือนและมันแตกต่างกัน แหงหล่ะ ถ้ามันเหมือนไปซะทุกอย่างก็คงไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเพราะคนเฮโลไปแค่ทิศเดียว แต่ที่แน่ๆ มันย่อมมีมุมใดมุมนึงที่มันจะเหมือนกัน

แต่ก็น่าเสียดายที่หลายคนกลับเลือกที่จะเมินสิ่งที่เหมือนกันแล้วไปตั้งหน้าตั้งตาบวกกับสิ่งที่มันเห็นต่างอย่างเดียว

ผมไม่ได้บอกนะว่ามันผิดหรืออะไร เพราะมันคือความต่าง แต่เราต้องยอมรับฟังความต่างที่มีและเกิดขึ้นของชุดความคิดของคนอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าปิดหูตัวเองไม่ฟังแล้วบอกว่าของฉันถูกต้อง ถูกที่สุด

ผมเคยเขียนถึงการฟังของป๋าเต็ดใน UXJoy ที่สัมภาษณ์แขกรับเชิญทั้งหลายในรายการ ป๋าเต็ด Talk เกี่ยวกับความมี Empathy หรือ ความเข้าอกเข้าใจเอาไว้ ซึ่งผมว่านี่แหละมั้งน่าจะเป็นเครื่องมือลดระดับการบวกให้บวกน้อยลงหรืออาจจะลงมาเป็น 0 ก็เป็นได้

ผมติ๊ต่างเองว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ชุดความคิดที่ต่างต้องมาเผชิญหน้ากัน เพราะมันคือชุดความคิดที่ก่อนที่จะเจอกันมันคือสิ่งที่เราบอกว่า มันถูกของเรา และถูกของเขามาเจอกัน แต่สิ่งสำคัญหลังจากการเจอกันนั่นคือการรับฟังอีกข้างด้วยเหตุด้วยผล

แหงหล่ะ มันต้องรู้สึกแบบ เชี่ย มันไม่ใช่โว้ย มันต้องเป็นแบบนี้ แบบที่เราคิดดิวะ แต่ในรายละเอียด มันต้องมีแหละที่ทั้งสองฝั่งหรือมากกว่านั้นเห็นตรงกัน เพียงแต่ต้องรับฟังความเห็นกันแบบดีๆ ดังนั้นการเปิดใจรับฟังความเห็นต้องเป็นทักษะที่ควรมี มากกว่าการพูดซะอีก ในวันที่ทุกคนสามารถตะโกนสิ่งที่อยากบอกได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างที่ผมเจอคือ การออกข้อบังคับไม่ให้ซื้ออาหารในร้านในห้าง ต้องสั่งแบบเดลิเวอรี่เท่านั้น แว้บแรกผมก็ โอ่ย คิดได้ยังไง เพราะร้านค้าพวก hypermarket ทั้งหลายก็ยังเปิด คนก็ยังเดินไปซื้อของ แต่พอร้านอาหารในห้างกลับซื้อไม่ได้ ก็มีคนมาแลกเปลี่ยนนะว่า เขาเห็นด้วยกับเรื่องนี้ที่ให้เดลิเวอรี่ เพราะเรื่องลดการกระจุกตัวของคนไปรออาหาร ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้วผมก็มีชุดความคิดผมว่า แล้วพี่ๆ ไรเดอร์ที่เขาไปรอนี่ ไม่กระจุกเหรอวะ แต่มันก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ แต่เราก็ไม่ได้เห็นด้วย 100% หรอก

สาระสำคัญมันอยู่ที่เราฟังความแตกต่างที่เขาพยายามอธิบายด้วยวิธีการที่มันโอเค ซึ่งมันเลยเป็นเรื่องของความสำคัญของการสื่อสาร

ปิดท้าย… มันจะมีประโยคนึงที่คนพูดบ่อยๆ เวลามีการถกเถียงกันว่า ‘อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล’

แต่ผมกลับมองว่าคงไว้แบบนี้แหละดีแล้ว แต่ให้เราสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งจุดศูนย์กลางของตัวเอง ขยับให้มาเข้ากับวงอื่นๆ ของคนอื่นจากความเห็นได้ด้วย เพื่อการได้ชุดข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้น พอได้มาเราก็เอาไปคิดต่อเองได้ และเราก็ค่อยไปพิจารณาต่อกันเอง

ผมมีความเชื่อของผมส่วนตัวว่า ศูนย์กลางจักรวาลของแต่ละคนมันขยับและขยายได้เสมอ เมื่อได้แลกเปลี่ยน สนทนา และฟังทั้งความเห็นคนอื่นๆ และความเห็นเรา ซึ่งการรับฟังไม่ใช่แค่รับฟังแบบหูทวนลม แต่ต้องมีสติ

เพราะถ้าไม่มีสติ คุณก็อาจจะอยู่ในจักรวาลที่มีคุณอยู่คนเดียวท่ามกลางเหล่าอุกกาบาตที่มันจะชนคุณโดยไม่สนใจอะไรก็เป็นได้

Message us