เปลี่ยนมากินกาแฟแคปซูลแทนไปซื้อกาแฟที่ร้าน

บล็อกนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ เป็นความอยากในการลองกินของตัวเองล้วนๆ และอยากจะพิสูจน์ว่ามันช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายได้จริงไหม ซึ่งมีความขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองเขียนเรื่องการชวนไปกินข้าวแถวบ้าน แต่ก็พบว่าตัวเองอยากบันทึกเรื่องนี้เป็นตัวอักษรบนพื้นที่ของเรา

เครื่องทำกาแฟแคปซูล ฝันไปเถอะ!

ช่วงที่ผมทำงานที่ LINE ประเทศไทย เป็นช่วงที่ผมกินกาแฟ Starbucks บ่อยถึงบ่อยมาก แม้ว่าที่บริษัทจะมีสวัสดิการร้าน LINE Cafe แล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่ผมค่อนข้างติดกาแฟ เลยทำให้วันนึงต้องลงไปซื้อ Starbucks อย่างน้อยๆ 1 แก้ว ซึ่งมามองตอนนี้ก็ถือว่าต้วเองสิ้นเปลืองกับกาแฟยี่ห้อนี้มากจนเกินไป

ผนวกกับช่วงเวลานั้นเริ่มมีการทำการตลาดกาแฟแบบแคปซูลเพิ่มมากขึ้น เพราะเราเห็นมีบูธร้าน Nespresso เริ่มเปิดขายกันในห้างหลายที่ แต่ในความคิดผมตั้งแต่แรกจะติดเสมอว่า กาแฟที่เป็นแคปซูล 1 อันชงได้ 1 แก้วนี่มันสิ้นเปลืองมาก ไหนจะค่ากาแฟที่ต้องซื้อเรื่อยๆ แบบอนันต์ ไหนจะเครื่องที่แพงหลายพันบาท ทำไมไม่ไปซื้อกินกาแฟร้านทั่วไป ซึ่งมันก็โอเคอยู่แล้ว สะดวกกว่ามาก แถมยังชงสดๆ อีก ดีกว่าเห็นๆ ทำไมต้องไปซื้อทั้งเครื่องที่หลายพัน

ผมจะคิดถึงการซื้อเครื่องกาแฟแคปซูลว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่เรียกว่า Razor and Blade มาก หรือจะเข้าใจง่ายๆ ว่า ขายของตั้งต้นถูกๆ แต่กินส่วนที่ต้องซื้อใช้และเปลี่ยนเพื่อใช้งานได้ยาวๆ เช่น ด้ามมีดโกนหนวดกับใบมีด, ปรินเตอร์กับหมึก และแน่นอน เครื่องทำกาแฟแบบแคปซูลและแคปซูลกาแฟ มันเป็น Business Model แบบเดียวๆ กัน

พอมันมีชุดความคิดแบบนี้ เราก็เลยกินกาแฟตามร้านไปเรื่อยๆ ด้วย Cost หรือค่าใช้จ่ายที่แพงแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าเราจะพยายามซื้อบัตร Starbucks ในช่องทางออนไลน์เพื่อให้ถูกลงจากหน้าบัตรก็ตามที และก็ยังมองว่า การมีเครื่องคือแพงแบบระยะยาวแน่ๆ

รูปจาก alcor มี business model หลายแบบให้อ่านนะครับ

เครื่องที่เยอรมันถูกนะ

เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมมีโอกาสไปเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์และเยอรมัน (จริงๆ ไปวิ่งมาราธอนที่ซูริก) ตอนที่แวะที่เยอรมัน พี่ที่รู้จักที่นั่นบอกกับผมว่า แบกเครื่องทำกาแฟแคปกลับไทยไหม มันถูกกว่าไทยเยอะมาก ตอนนั้นก็เริ่มเอ๊ะในใจว่า หรือเราจะลองดีนะ แต่มาคำนวนพื้นที่กระเป๋าแล้วคิดว่าไม่น่าจะยัดใส่ได้ แต่สุดท้ายก็ยังซื้อแคปซูลมาไว้ที่บริษัทให้น้องในทีมกิน เพราะที่บริษัทมีคนเอาเครื่องมาวางให้ใช้ และราคามันถูกมาก ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะซื้อมา 5-6 กล่องได้ ไม่กี่ร้อยบาท

นั่นอาจจะเป็นสัญญาณแรกที่เตือนผมให้เริ่มคิด แต่ผมก็ยังไม่ซื้อเครื่องนะ

หลังจากนั้นผมเปลี่ยนงาน ผมก็กิน Starbucks น้อยลงแบบชัดเจน เพราะที่ทำงานใหม่ SCG มีร้านกาแฟถูก คุณภาพก็สมราคา เราก็ยังพอกินได้เรื่อยๆ แต่ก็นางเงือกก็ยังกินอยู่ด้วยสัดส่วนที่น้อยลงแบบนานๆ ที ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองประหยัดขึ้นประมาณนึงแล้ว ยิ่งช่วง WFH ยังคิดถึงกาแฟถูกอยู่ ก็ซื้อร้านป้าข้างๆ คอนโดเอา 30 บาท อร่อยแต่ก็ตามราคาเช่นเดิม

หลังจากนั้นผมจบงานที่ SCG คราวนี้ได้มาใช้ชีวิตอยู้่ที่บ้านแบบเต็มตัวมากขึ้น ด้วยสถานการณ์โควิดเลยแทบจะต้องนั่งทำงานอยู่บ้าน 100% ประกอบกับผมทำงาน 2 ที่ ทั้งที่ The1 Central และ Createder ที่โคราช เลยต้องไปๆ กลับๆ โคราช กทม บ่อยๆ

ซึ่งการกลับไปโคราชนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดซื้อเครื่องทำกาแฟแบบแคปซูล เพราะที่บริษัทมีเครื่อง Dolce Gusto วางอยู่และแคปซูลจำนวนนึง ตอนแรกผมไม่ได้สนใจอะไร เพราะเรายังมีชุดความคิดเรื่องราคาแพงอยู่ แต่พอเริ่มมารู้ราคาของแคปซูล ที่ตอนแรกคิดว่าแก้วนึงจะตกอยู่ที่ 30-40 บาท ที่จริงมันถูกกว่านั้นพอตัว ก็เลยเริ่มค่อยๆ สนใจมากขึ้น


กาแฟแบบแคปซูลที่ผมรู้มันมีอยู่ 2 แบบ (ระบบ)​ คือ

  • Nespresso แบบที่ขายที่เยอรมันที่ผมซื้อแคปกลับมา ซึ่งกาแฟจะหลากหลายกว่าด้วยเมล็ดที่ต่างกัน เลือกสนุกกว่า (ซึ่งอันที่ผมซื้อแคปมาจากเยอรมันคือตัวนี้) อ่านที่นี่ https://www.nespresso.com/th/
  • Dolce Gusto แบบนี้จะมีกาแฟของ Starbucks ด้วย แต่เมล็ดอาจไม่หลากหลายเท่า Nespresso อ่านที่นี่ https://www.dolce-gusto.co.th/en/

สุดท้ายก็ได้ซื้อ

พอมันได้เห็นบ่อยๆ และเริ่มถามข้อมูลกับ โบ ทีม Createder แล้วก็พบว่า เอ้อ พอมาเทียบราคาแล้วก็ถูกดีนี่หน่า แล้วเราก็กินได้ตามใจเราด้วย ด้วยราคาแก้วนึงประมาณ 15-25 บาท แล้วแต่ว่าจะกินอะไร ซึ่งปกติผมก็จะกินพวกอเมริกาโน่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งกาแฟอันนี้มันถูกสุดในบรรดาทั้งหมด เผลอๆ ไม่ถึงแก้วละ 15 บาทด้วยซ้ำ เลยตั้งใจแล้วว่า ฉันจะหวดเครื่องแน่นอน

แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องดูก็คือเครื่องทำ เราไม่มียี่ห้อในใจเลยตอนแรก เพราะเราเลือกตามพื้นฐานนั่นคือราคาเครื่อง เราเห็นตั้งแต่พันกว่าบาทยันครึ่งหมื่น สุดท้ายเรามาเจอยี่ห้อที่คุ้นเคยและเป็นยี่ห้อเตารีดที่ใช้อยู่ประจำ นั่นคือ Tefel Krups ด้วยราคาตอนนั้นประมาณ 2400 แถมกาแฟอีก 2 กล่อง เราเลยมองว่านี่แหละคุ้ม (จริงๆ อยากได้ของแถมมากกว่า ฮ่าๆ) ก็เลยสั่งไปผ่านเว็บชอปปิ้งออนไลน์เจ้านึง

สั่งไปปั๊ป ของก็มาส่งใน 2 วัน รวดเร็วเหมือนเดิม

พอได้เครื่องมาใช้ บ้าใช้มันตลอดเลยครับ ชงวันนึงอย่างน้อย 1 แคป บางวันฟิตอยากกินเยอะก็ 3 แคป พอมาดูตัวเองผ่านสัปดาห์แรกไปก็พบว่า เราไม่ได้ควักเงินซื้อกาแฟเลยสักบาทเดียว เราไปซื้อพวกหมู ไข่ มาทำกับข้าวกินเอง เมื่อเทียบกับกาแฟ 1 แก้ว ที่ปกติเรากินก็ตก 60-70 บาทแบบร้านในปั๊ม

พอเราเห็นแบบนี้ เราเลยกดกาแฟเลยครับ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วง 5.5 พอดี กดมา 6 กล่อง ใช้ส่วนลดต่างๆ สรุปตกกล่องละ 21X บาท ซึ่งถ้ามองผ่านๆ เหมือนจะแพง แต่พอมาเทียบกับเงินที่เราต้องจ่ายไปในการซื้อกาแฟจริงๆ ตามร้าน กลายเป็นว่า 12XX บาทที่กินได้ประมาณ 20 แก้วร้านกาแฟ ตอนนี้ผมยังกินได้ไม่ถึง 30% ของที่ซื้อมาเลยมั้ง (ขนาดกินเยอะ กินทุกวันแล้วนะ)

อันนี้ส่วนที่สั่งแยกมาจากของแถม 2 กล่อง สั่งเผื่อบริษํทที่โคราชด้วย

แต่ถึงกระนั้นแล้ว ถ้ามาเทียบกับกาแฟแบบผง มันอาจจะได้ผลอีกแบบในเรื่องของราคาและรสชาติ แต่ด้วยความที่ผมอยากกินแต่อเมริกาโน่ ดังนั้นการกินแบบแคปซูลแบบนี้มันถูกจริตกับตัวผมมากๆ ในตอนนี้

สรุป

ถึงแม้ว่ามันจะเป็น Razor and Blade แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมาคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ผมต้องจ่ายสำหรับคนที่ดื่มกาแฟดุแบบผม (แบบกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน) ผมมองว่าการซื้อเครื่องกาแฟของผมรอบนี้คุ้มค่ามากครั้งนึง เพราะตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไร แต่พอผลที่ได้เรื่องรสชาติที่โอเคและมีตัวเลือกให้เราเลือกได้ประมาณนึง รวมทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่พอคิดคำนวนราคาต่อแก้วแล้วมันถูกกว่ากันมากเลยมองว่า เครื่องนี้มันช่วยผมได้และบรรลุในเรื่องค่าใช้จ่าย

ข้อเสียที่ผมรู้สึกได้คือ มันมีขยะพลาสติกมากขึ้นจากตัวแคปซูลที่ใช้ ซึ่งผมก็พยายามจะหาทางที่ลดส่วนนี้ให้ได้ ซึ่งก็เคยเห็นว่ามีแคปแบบ Reuse สามารถใช้ด้วยกันได้ อยู่แต่ด้วยประสิทธิภาพมันก็จะไม่เท่าแคปที่ถูกออกแบบมาให้ใช้อย่างสำเร็จรูปแน่ๆ ดังนั้นตอนนี้ก็จะพยายามแยกขยะ เอากากกาแฟที่ชงออก, ล้างแคป, เอาแคปพลาสติกทิ้งเป็นขยะ Recycle แทน

ใครใคร่จะซื้อเครื่องก็ลองดูได้ตามช่องทางอิเลคโทรนิคก็แล้วกันนะครับ ลองเช็กราคากันดีๆ เพราะมันเดี๋ยวเพิ่ม เดี๋ยวลดราคา แล้วแต่ช่วง เผลอๆ อาจจะมีของแถมก็เป็นได้ครับ

*ถ้าจะเอารุ่นเดียวกับผม ไม่ควรซื้อเกิน 2600 บาทครับ*

Message us