จิ๊กมาให้ชม Kindle กับ Kindle แบบมีโฆษณา

Share Button

ปีที่แล้วผมเขียนถึง Kindle เอาไว้ว่ามันช่วยให้ผมบ้าอ่านหนังสือมากขึ้นจากที่เป็นศัตรูกันตั้งแต่สมัยเรียน ก็เพราะทีมแฝด 3+1 จนถึงทุกวันนี้ 1 เดือนของผมกับ Amazon Kindle 3 แต่ก็ต้องแอบสารภาพแบบน่าเขกกะโหลกว่า ตั้งแต่มี iPad2 มา ฝุ่นก็เริ่มเกาะที่ตัว Kindle หนาเชียว เหอๆ แต่ก็ยังพอได้หยิบมาบ้าง (แบต standby อยู่ได้ 2-3 เดือนเลย โคตรอึด!)

สัก 2-3 อาทิตย์ก่อน มีน้องในทีม @appendixp มาถามเรื่อง Kindle ว่า Kindle เป็นยังไงบ้าง เพราะเค้าสนใจจะสอย แต่ไม่ทันจะได้ดูก็ Whatsapp มาบอกว่าสั่งเพื่อนสอยที่ US หล่ะ – -” โดยราคานั้นถูกกว่าที่ผมแอบรวมไปซื้อกับแกงค์แฝด 3+1 พอสมควร เลยจิ๊กมาถ่ายรูป แบบตัวเป็นๆ มาให้ลองพิจารณาดูครับ

โดยปกติแล้วราคามาตรฐานของ Kindle นั้นรุ่น WiFi แบบที่ผมใช้อยู่ ราคาจะอยู่ที่ $139 (4170 บาท) และรุ่นที่เป็น WiFi+3G อยู่ที่ราคา $189 (5670 บาท) ซึ่งถ้าส่งมาเมืองไทยก็บวกค่าส่งกับภาษีไปอีกราวๆ 2000 บาท

แต่ก็ยังถูกกว่าเวปในเมืองไทยที่ขาย Kindle อยู่ที่ประมาณ 6500-7000 บาทครับ (ไม่บอกชื่อเวปหล่ะกันครับ แล้วแต่ว่าใครจะเน้นสะดวกซื้อหรือไม่)

ไม่นานนี้ Kindle ก็มีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ออกมาขาย ซึ่งมันเหมือนกันกับที่ผมมีเด๊ะ แต่ราคาถูกกว่าประมาณ 750-1500 บาท ($25-$50) เลยทีเดียว

สำหรับราคาจะอยู่ที่ $114 สำหรับรุ่น WiFi และ $139 สำหรับ WiFi + 3G

สาเหตุที่มันถูกกว่าเพราะว่ารุ่นใหม่นั้นมีโฆษณาฝังอยู่ในเครื่องแล้ว ซึ่งการฝังลงไปนั้นก็เป็นการช่วยค่าโฆษณาบน Kindle ไปนั่นเอง ดังนั้นแล้วราคาที่ถูกตั้งตอนแรกเลยโดนลดราคาไปเลยทันที

และคำถามสุด Classic สำหรับ 3G คือมันเสียเงินไหม ต้องเสียบซิมไหม ขอตอบว่า…(เอาไว้ก่อน กั๊ก)

ดูรูปเทียบกันดีกว่าครับ แต่ว่าเป็นการเทียบระหว่าง WiFi แบบธรรมดาด้านขวา และ WiFi+3G ด้านซ้ายนะครับ

คราวนี้มาดูรอบตัวเลยครับ มีแต่รูปยาวไปเลย ด้านบนเป็นตัวมีโฆษณานะครับ

ตัวเครื่องด้านนอกมองแล้วเหมือนกันทุกประการ แต่ถ้าให้ใช้ความรู้สึกที่วัดได้ (วัดเป็นกริยานะครับไม่ใช่คำนาม) น่าจะเป็นน้ำหนักครับ ตัวที่เป็น 3G จะหนักกว่านิดหน่อยไม่มากมายครับ

และเมื่อดูจากรูปทั้งหมดก็สามารถตอบคำถามได้แล้วว่าใช้ซิมหรือเปล่า คำตอบคือไม่ครับ ไม่ต้องเสียบอะไรทั้งนั้น และเล่น 3G FREE แน่นอนตลอดการใช้งานครับ (ถ้ามีสัญญาณนะ ถ้าไม่มีก็เป็น EDGE)!

ข้อดีของการใช้รุ่นที่มี 3G คือสามารถเล่นเนตได้ทันที รวมไปถึงหวดหนังสือได้เลยทันทีผ่านหน้าเวป กรณีที่อดรนทนไม่ได้แล้ว ต้องหาหนังสือมาอ่านหนังสือต่อทันที…

คราวนี้มาดูว่าตัวที่มีโฆษณาครับว่ามันไปแสดงไว้ที่ไหนบ้าง

โฆษณาจะมีแสดงอยู่ 2 ตำแหน่งครับ คือหน้าจอที่เป็น Screensaver (จากรูปด้านบน) และหน้า Home ที่จะแสดงเป็น Banner นิ่งๆ ไม่มี Animation

โดย Banner ที่แสดงในหน้า Home นั้นจะเป็นอันเดียวกันกับหน้า ScreenSaver โดยที่เราสามารถเลื่อน Cursor มาที่ Banner เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดของเวปได้ และเมื่อเข้าสู่ Sleep mode Screensaver ก็เปลี่ยนไป

ซึ่งด้วยการที่มีโฆษณานั้น เมื่อมีการเชื่อมต่อกับ internet แล้วก็จะมีการ Update โฆษณาไปด้วยในตัว ดังนั้นรับประกันว่าจะไม่เบื่อ screensaver แน่นอน ตรงนี้ถือว่ากินกันได้ยาวเลย แถมยังต่อยอดโปรโมทแถมหาเงินให้กับ Amazon ต่อไปได้อีกด้วย (ป่าฉลาดมากๆ ฮ่ะ)

แต่พอเข้ามาเริ่มอ่านหนังสือแล้ว โฆษณาก็จะไม่มากวนสายตา นั่นก็คืออยู่ในสภาพการอ่านเหมือนกับแบบธรรมดาไม่มีผิด

เชื่อว่าตอนนี้คงมีคนสนใจกันพอสมควรแล้ว เพราะจะจ่ายแพงกว่าทำไมเนอะ!

บทส่งท้าย

การหั่นราคา Kindle ของ Amazon ด้วยการเปลี่ยนสอดไส้คาราเมล เพื่อที่จะแลกกับการได้ Sponsor มาสนีบสนุน และทำให้ราคาขาย Kindle ถูกลง ถือเป็นการดักคอคู่แข่งอย่าง Barnes & Noble ที่ขาย Nook ที่ออกมาสู้กันกับศึก E-book reader (ไม่รวมพวก Tablet ทั้งหลายด้วยนะครับ) ได้เป็นอย่างดี

และราคาที่ลดลง ทำให้คนหันมาจับกันเยอะขึ้น (ผมเห็นคนใช้ Kindle ในกทม.เยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก)

แต่ว่าข่าวร้ายก็คือ Kindle ที่มีโฆษณา เปิดขายเฉพาะอเมริกาเท่านั้น ไม่มีการส่งมาที่เมืองไทยเหมือนกันรุ่นธรรมดา ดังนั้นแล้วแต่ถ้าใครมีเพื่อน พี่ น้อง ญาติ ขอจงหิ้วกลับมาครับ จงหิ้ว จงหิ้ว…

http://www.amazon.com/gp/product/B002Y27P3M?country=US
http://www.amazon.com/dp/B004HZYA6E/ref=kin3_ddp_alsoavail_kinw_kin3gso

…อ๊ะ แต่อย่าลืมว่า Amazon Kindle Tablet กำลังจะมานะครับ
ถ้ามีโอกาสสอยมา(ท่าจะไม่รอด)จะสอยมาเล่าให้ฟังครับ

Share Button

Comments

comments

List of Comments

No comments yet.

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.