หลักสี่ …พี่มาแล้ว

และแล้วก็เข้าถึงอายุที่เราเคยได้ยินคนอื่นล้อว่า ‘หลักสี่’ อย่างเป็นทางการ ถือช่วงอายุที่หกคะเมนตีลังกาในการใช้ชีวิตมากที่สุดไม่ว่าจะเรื่องชีวิต งาน สุขภาพ และอื่นๆ

ไหนๆ อายุของตัวเองก็มาถึงเลขนี้แล้ว เลยขอ recap สิ่งที่นึกได้ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่มีเลขสามนำหน้าก่อนจะเป็นเลขสี่อย่างเป็นทางการ สัก 40 ข้อ ตามอายุ ดีไหมครับ 🙂

  1. ตอนที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านเลข 2 สู่เลข 3 เคยได้ยินว่ามันเป็นเลขน่ากลัว สรุป ก็ผ่านมาได้แบบเฉยๆ ก็ไม่มีอะไรหนิ
  2. ช่วงอายุเลข 3 เป็นช่วงที่เปลี่ยนงานเยอะสุด เพราะกว่าผมเปลี่ยนงานครั้งแรกก็คือช่วงอายุเลข 3 นี่แหละ (ทำงานที่แรกซัดไป 9 ปี 11 เดือน)
  3. เป็นการเปลี่ยนงานสู่อีกสายที่เราไม่ได้เรียนมาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการเลือกที่รู้สึกว่าโอเคมากเลย เปิดโลกการเรียนรู้มาก และก็พิสูจน์ได้อีกอย่างว่า ถ้าเราสนใจเรื่องนั้นๆ มันสามารถพัฒนาต่อได้
  4. การทำงานที่เอเยนซี่ จากคนที่จบวิทย์คอม แรกๆ ดูยากไปหมด เพราะเราไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับลูกค้ามาก่อน เราอยู่แต่กับ Test Case, Test Bed มาตลอด รวมถึงน้องๆ ส่วนใหญ่ล้วนแล้วมีแต่เด็กๆ ทั้งนั้น (เข้าไปปั๊บ ร้อยละ 60-70 เด็กหมด)
  5. ช่วงเวลาที่ทำเอเยนซี่ถือว่าสั้นมากสำหรับผม แต่เป็นช่วงที่สนุกและเปิดโลกที่สุดก็ว่าได้ เมื่อวานยังเพิ่งไปกินข้าวกับน้องๆ ที่เคยทำงานด้วยกันอยู่เลย รวมทั้งยังมีพูดคุยติดต่อกับน้องคนอื่นๆ ด้วย มันดีมากเลยนะ
  6. หลังจากนั้นมีช่วงจังหวะที่หลุดออกมาเป็น Freelance พบกับความอิสระในการใช้ชีวิตมาก และมากจนเกินไป จนทำให้ต้องหาทางกลับไปทำงานประจำ
  7. โชคดีมากๆ ที่ได้รับโอกาสมาทำงานที่ไลน์ ตอนนั้นก็ไม่รู้เลยว่าจะยังไง แต่เขาคงน่าจะมองว่าเหมาะมั้งเลยเลือกเรา แต่ผมก็เกือบไม่ได้ทำงานที่ไลน์แล้ว ด้วยเหตุผลสุดวิสัยที่ไม่สามารถไปสัมภาษณ์งานได้ และแจ้งไปว่าเราขอสละสิทธิ์ตำแหน่งนี้ไป แต่สุดท้ายทางไลน์ก็เปิดโอกาสให้ผมได้สัมภาษณ์จนได้เข้าทำงาน
  8. ไลน์ถือเป็นที่ทำงานที่ผมทำนานที่สุดเป็นอันดับที่ 2 (3 ปี 3 เดือน) และน่าจะเป็นทีมที่ผมรักมากที่สุดทีมนึงในชีวิต เพราะผมแทบจะเริ่มต้นจากศูนย์ทั้งความรู้ และทีม
  9. ที่ไลน์ทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ส่วนใหญ่จะสุขมากกว่า แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เริ่มส่งผลกับเรื่องสุขภาพของผมที่แย่ลงแบบเห็นได้ชัด แย่ถึงระดับว่ามีน้องที่รู้จักทักเราว่า ‘ทำไมพี่ถึงดูโทรมขนาดนี้’
  10. รวมไปถึงได้น้ำหนัก New High ปาไป 103-104 กิโลกรัมในช่วงที่อยู่ที่ไลน์ เรียกได้ว่า ฟูที่สุดตั้งแต่ใช้ชีวิตบนโลก
  11. ช่วงอายุเลข 3 เป็นช่วงชีวิตที่ได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยที่สุดแล้ว ทั้งไปแบบไปทำงาน และไปแบบส่วนตัว บางทีไปประเทศที่เคยไปทำงานนี่แหละแต่ลาพักร้อนไปแบบส่วนตัว เพราะไม่อยากลักลอบเอางานมาบังหน้าเพื่อไปเที่ยว
  12. ได้เพื่อนเป็นคนเกาหลี 2 คนที่สนิทและทำงานด้วยกัน เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ชื่อ เลย่า และ เฮริ รู้จักตั้งแต่เขายังไม่แต่งงาน จนตอนนี้ลูกโตละ
  13. จากตรงนี้เลยเริ่มอ่าน ฟัง ภาษาเกาหลีออกมาเล็กน้อย จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็เล็กน้อยเท่าเดิม
  14. เริ่มมาวิ่งมาราธอนแรกก็ตอนช่วงอายุตอนนี้ หลังจากที่วิ่งอย่างมากก็ 2 สวนลุม ไม่ก็ 1 บุ่งตาหลัวที่โคราช เรื่องของเรื่องคือ โดนจี้จุดด้วยประโยคใน รัก 7 ปี ดี 7 หน ของ GTH (ปัจจุบัน GDH) ว่า “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลเดียวก็พอ ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน” (มารู้ทีหลังว่า แปลมาจากข้อความนี้ “If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon. โดย Emil Zatopek)
  15. จากนั้นก็เลยเริ่มวิ่งมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้สนใจเวลา รู้แต่ว่าการได้วิ่ง จะใกล้หรือไกล มันมีอิสระ หัวโล่งๆ ปล่อยใจกับปล่อยเท้าให้ฟังและรับรู้จังหวะ แล้วก้าวต่อไป ตอนนี้วิ่งมาได้ 15 หรือ 16 มาราธอนแล้วนี่แหละ จำไม่ได้แล้ว ส่วนใหญ่จะไปวิ่งที่งานที่เชียงใหม่ เพราะอากาศดี
  16. เคยไปวิ่งมาราธอนเมืองนอก 4 งาน เป็นญี่ปุ่น 3 งาน และสวิสเซอแลนด์ 1 งาน (ญี่ปุ่น DNF ไป 1 งานที่โกเบ)
  17. ทุกวันนี้ก็ยังวิ่งเรื่อยๆ อยู่ ถึงแม้ว่าตัวเองจะคุยกับร่างกายแล้วว่าจะเลิกวิ่งมาราธอน แต่รู้สึกว่ามันก็ยังพอไหวอยู่ และอยากวิ่ง 100 กิโลให้ได้สักครั้งในชีวิต
  18. ได้เป็นอาจารย์พิเศษไปสอนหนังสือในช่วงเวลานี้มาก เหมือนได้สานฝันการที่ตัวเองอยากเป็นครูสอนหนังสือ อันนี้รู้สึกภูมิใจตัวเองที่มีคนชวนไปสอนทุกครั้ง และจะไปแน่นอนหากไม่ได้ติดอะไรด่วนหรือมีงานต้องทำที่ล็อกเวลาไว้แล้ว
  19. สานฝันการได้ไปออกรายการทีวีที่เราดูมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ แฟนพันธุ์แท้ ในหัวข้อ GDH ผมไม่ได้หวังจะชนะได้ถ้วยอะไรเลย แค่รู้สึกว่าตอนเราตัดสินใจกรอกใบสมัครและส่งไป นี่แหละ ชนะแล้ว
  20. เคยมีแฟนพันธุ์แท้รุ่นเก่าๆ หัวข้อนึงพิมพ์ปรามาสกลุ่มแฟนพันธุ์แท้รุ่นใหม่ๆ ว่าดีไม่ถึงครึ่งกับห้วงเวลาที่เขาแข่ง ตอนแรกก็โกรธนะ แต่มาตอนหลังก็มองว่าจริงและยอมรับ ด้วยรูปแบบรายการที่เปลี่ยนไป แต่เขาก็น่าจะพูดแบบให้ความเคารพมากกว่านี้ (อโหสิครับ)
  21. เป็นช่วงอายุที่เห็นพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวเอง เพราะจากด้วยปัจจัยเกี่ยวกับงานและความตึงเครียดของตัวเอง ทำให้เกิดภาวะ น็อตหลุด หลายรอบ จนมาตอนนี้มันก็น่าจะดีขึ้นมาบ้างแหละ อายุก็แก่ขึ้นแล้วก็ควรควบคุมได้บ้าง
  22. นึกถึงตัวเองที่อยู่ในภาวะไม่สามารถปล่อยวางจากความเครียดและสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ จนมาถึงปลายเลข 3 ที่เริ่มจะหัดปล่อยวางมากขึ้น ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร มองว่าเราก็เต็มที่ในส่วนของเราแล้ว มาเห็นได้ชัดมากๆ ตอน 38 39
  23. เริ่มหันมาฟังเพลงไอดอลมากขึ้น โดยเฉพาะวง 48 ซึ่งหมดเงินไปกับวงนี้ก็เยอะอยู่ ทั้งงานจับมือ ถ่ายรูป event ต่างๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสบายใจของเราและมันเป็นสิ่งที่เราได้เจอกลุ่มคนกลุ่มใหม่ๆ เยอะขึ้น
  24. คนมาถามเยอะมากว่า ถ้าตาม 48 อย่างนี้ได้ไปจับมือมาไหม จับแล้วเป็นไงบ้าง ได้ยินว่าจับได้แค่ไม่กี่วิ มันเป็นยังไง ผมก็เล่าไปหมดแหละ เพราะการถ่ายทอดสิ่งที่เราเจอมันจะช่วยให้คนอื่นเข้าใจได้มากขึ้น มากกว่าการที่ไปฟังใครก็ไม่รู้มาพูด ซึ่งก็อาจจะไม่เคยไปงานอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ
  25. หนึ่งในเรื่องที่เรียนรู้ได้อย่างดีและเอามาใช้ประจำคือ ถ้ามันสบายใจและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็ทำไปเถอะ
  26. ค้นพบตัวเองว่าชอบงานเขียนมากขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ต้องให้ space เวลาในการคิดมากพอที่จะทำให้สามารถผลิตงานออกมาได้อย่างที่ตัวเองและคนอื่นต้องการ
  27. หัดลองทำอะไรอย่างอื่นตามที่ใจอยากจะทำมากขึ้น ฟังเสียงหัวใจตัวเองมากขึ้น ชอบบอกชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เสียดายในการตัดสินใจทำน้อยลง
  28. พบว่าชีวิตสั้นลงและไม่มีความแน่นอนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนไม่เข้าใจประโยคนี้จนมาถึงตอนที่กำลังจะขึ้นหลักสี่ เข้าใจประโยคนี้โดยแท้
  29. มันเลยเป็นที่มาทำให้เราเริ่มรู้จักกับคำว่า YOLO (you only live once) หรือ เกิดมาแค่ครั้งเดียว อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ (ถ้าไม่ทำให้เดือดร้อนใคร กลับไปที่ข้อ 27)
  30. ทุกวันนี้เลยพยายามใช้ชีวิตในแบบที่เราออกแบบได้เอง และทดลองได้ ขอแค่ให้ได้ลองถึงจะได้รู้ผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรถูกหรือผิด มีแค่ทำหรือไม่ทำ
  31. เริ่มให้ทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ ม.ขอนแก่น ที่เราจบมา เรารู้สึกว่าน่าจะส่งต่ออะไรให้น้องๆ ได้ (เริ่มให้มา 2-3 ปีแล้ว และคงให้ตามที่เราไหวไปเรื่อยๆ) จดหมายเขียนมือฉบับแรกในรอบหลายปีที่มาจากน้องนักศึกษา
  32. เริ่มทำบุญมากขึ้นกว่าเดิมมาก ถ้ามีโอกาสหรือมีคนบอกบุญ ถ้าตอนนั้นไม่ติดภาวะเรื่องการเงินหรือจำนวนไม่ได้เยอะ เราพร้อมจะโอนให้ทันที ซึ่งเราแค่รู้สึกว่าอยากทำในสิ่งที่เราอยากจริงๆ ไม่ได้ทำไปซะหมด
  33. ปีหลังๆ เริ่มรู้ตัวว่าสุขภาพกลับมาแย่อีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องปวดหัวที่ไมเกรนแวะมาเยี่ยมบ้างหลังจากที่เยี่ยมบ่อยมากช่วงทำงานที่ไลน์ ก็เลยต้องกลับมาดูแลเรื่องการนอนและการวิ่งให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น
  34. รู้ตัวว่าเป็นคนติดโซเชียลมาก เลยเริ่มมีการหักดิบตัวเองในการใช้งานให้น้อยลง เช่น การลบแอปออก ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร แต่ก็ยังใช้งานตามปกติ แค่ลดสัดส่วนลง
  35. กลับมาเช็ก On This Day ทุกวัน เตือนใจสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็เห็นว่าวันเดียวกันของปีที่ผ่านมาเราเคยพ่น Toxic อะไรหลายอย่างเยอะมาก ซึ่งพอมาดูตัวเองจากเวลานี้ก็รู้สึกแย่เพราะยังจำความรู้สึกของตอนที่เขียนสเตตัสนั้นได้
  36. เลยเป็นที่มาว่า เราอยากจะบอกในสิ่งที่อยากบอกในออนไลน์ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องพูดทุกอย่างที่คิด แต่ควรคิดทุกอย่างที่จะพูดด้วยสติ (และความตลก 555)
  37. หันมาลงทุนมากขึ้นกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะลงทุนกับความรู้ ด้วยการไปเรียนนั่นโน่นนี่ที่ตัวเองอยากรู้และน่าจะเกี่ยวกับงาน ส่วนการลงทุนเริ่มกระจายไปที่ต่างๆ มากขึ้น แต่ก็เป็นแบบนิดๆ หน่อยๆ มากกว่า
  38. เริ่มเจอจังหวะชีวิตของตัวเองที่เราสามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำ แต่ก็ยังสามารถดำรงชีพได้ประมาณนึง เพราะเราถือว่าช่วงเลข 3 นี่เป็นช่วงสูงสุดของชีวิตของเราในเรื่องการงานไปแล้ว อารมณ์ก็เหมือนนักบอลที่ได้รับค่าตัวสูงสุดด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด เป็นแบบนั้นเลย
  39. เขียนมาจนถึงข้อนี้ ก็รู้สึกได้ว่าเราแก่ตัวลงจริงๆ ทั้งสภาพร่างกายและความคิด แต่ก็น่าจะเป็นการแก่ที่เราโอเคขึ้นในทุกๆ วันและจิตใจเราโอเคขึ้นกว่าเดิม หวังว่าอายุเลข 4 ขึ้นต้นเราจะสงบและใจเย็น พร้อมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่เรามีและเราเจอผ่านมา
  40. ย้ำอีกที อายุมันสั้นกว่าที่เราคิด ความสุขในแต่ละวันจะช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่เสียดายและเสียใจ เหมือนที่แสตมป์ว่าไว้ในเพลง สองหมื่น

ปิดท้ายด้วย เพลงแรกที่เปิดฟังในอายุ 40 ปี คือเพลงนี้…

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.